เป็นจริงส่วนใหญ่
อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ และบุตรชายได้ออกมาปฏิเสธข่าวลือเรื่อง "AI สโลว์ดาวน์" หรือการชะลอตัวของอุตสาหกรรม AI อย่างเปิดเผย ขณะเดียวกันก็ถูกพบว่าทำการลงทุนเงินจำนวนมากในหุ้นกลุ่ม AI ที่เกี่ยวข้อง ก่อนจะเกิดข้อวิจารณ์ในวงกว้างว่าอาจมีความขัดแย้งทางผลประโยชน์จากการพูดถึงนโยบายควบคู่กับการลงทุนส่วนตัว
บรรดาแหล่งข่าวที่เกี่ยวข้องระบุว่า ทรัมป์และบุตรชายได้แสดงท่าทีชัดเจนว่าไม่เห็นด้วยกับกระแสที่ว่าการเติบโตของ AI กำลังชะลอตัว โดยออกมาส่งสัญญาณเชิงบวกต่ออุตสาหกรรมนี้ผ่านการกล่าวปราศรัยและช่องทางสื่อต่าง ๆ การปฏิเสธดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่ตลาดหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและ AI กำลังเผชิญแรงกดดันจากคำถามว่าการลงทุนรอบใหม่จะสร้างผลตอบแทนได้จริงหรือไม่
ในเวลาเดียวกัน มีการเปิดเผยว่าครอบครัวทรัมป์ทำการลงทุนเงินก้อนใหญ่ในหุ้นที่เกี่ยวข้องกับ AI การที่ผู้มีอิทธิพลทางการเมืองออกมาพูดปกป้องภาคส่วนที่ตนเองถือหุ้นอยู่ ย่อมสร้างคำถามว่าการพูดนั้นขับเคลื่อนด้วยมุมมองต่ออุตสาหกรรม หรือด้วยผลประโยชน์ทางการเงินของตนเอง
จุดที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์มากที่สุดคือความขัดแย้งทางผลประโยชน์ (conflict of interest) เมื่อบุคคลที่ยังคงมีอิทธิพลต่อทิศทางนโยบายเทคโนโลยีของสหรัฐฯ ลงทุนในสินทรัพย์กลุ่มเดียวกับที่นโยบายของตนส่งผลกระทบโดยตรง ผู้เชี่ยวชาญด้านธรรมาภิบาลชี้ว่ากรณีเช่นนี้ทำให้เส้นแบ่งระหว่างบทบาทสาธารณะกับผลประโยชน์ส่วนตัวเลือนลางลง
ข้อครหานี้ยังส่งผลกระทบต่อบรรยากาศการลงทุนในหุ้น AI โดยรวม เนื่องจากนักลงทุนต้องพิจารณาเพิ่มเติมว่าสัญญาณเชิงบวกที่มาจากผู้ทรงอิทธิพลทางการเมืองนั้นสะท้อนพื้นฐานอุตสาหกรรมจริงหรือผลจากผลประโยชน์ทับซ้อน อย่างไรก็ตาม ไม่มีรายงานว่าการลงทุนดังกล่าวผิดกฎหมาย โดยข้อถกเถียงยังคงอยู่ในระดับจริยธรรมและความโปร่งใส
สรุปได้ว่า ข้อกล่าวอ้างที่ว่าทรัมป์และบุตรชายปฏิเสธกระแส AI สโลว์ดาวน์พร้อมกับลงทุนหุ้นกลุ่ม AI จำนวนมากจนเกิดข้อครหาความขัดแย้งทางผลประโยชน์นั้น เป็นจริงส่วนใหญ่