เป็นจริงส่วนใหญ่
รัฐบาลจีนออกมาโต้แย้งข้อกล่าวหาของซีอีโอบริษัทแอนทรอพิก (Anthropic) ที่กล่าวหาว่าจีนใช้กฎระเบียบเพื่อกดดันวงการ AI โดยระบุว่าข้อกล่าวหาดังกล่าว "เป็นเพียงการขัดขวางความก้าวหน้าของ AI เท่านั้น"
ความขัดแย้งเกิดขึ้นหลังจากซีอีโอของแอนทรอพิกออกมาเรียกร้องให้มีการกำกับดูแล AI ของจีนอย่างเข้มงวดขึ้น โดยระบุว่าจีนควรได้รับการจัดประเภทว่าเป็น "ผู้ละเมิด" ในกรอบกฎระเบียบ AI ระหว่างประเทศ พร้อมเสนอให้มีการควบคุมการส่งออกชิปและเทคโนโลยี AI ไปยังจีนอย่างเข้มงวด
ฝ่ายจีนตอบโต้ผ่านกระทรวงการต่างประเทศและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยระบุว่าข้อกล่าวหาของซีอีโอแอนทรอพิกไม่มีมูลความจริง และการผลักดันนโยบายกีดกันดังกล่าวจะ "เป็นเพียงการขัดขวางความก้าวหน้าของ AI" ในระดับโลกเท่านั้น พร้อมย้ำว่าจีนสนับสนุนการพัฒนา AI อย่างเปิดกว้างและร่วมมือกันระหว่างประเทศ
ข้อพิพาทนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดด้านเทคโนโลยีระหว่างสหรัฐฯ และจีนที่ทวีความรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะในประเด็นการควบคุมการส่งออกชิปและอุปกรณ์ AI ขั้นสูง บริษัท AI ชั้นนำของสหรัฐฯ รวมถึงแอนทรอพิกได้ออกมาสนับสนุนนโยบายควบคุมการส่งออกที่เข้มงวดขึ้น ขณะที่จีนมองว่านี่คือการใช้ประเด็นความมั่นคงเพื่อกีดกันการแข่งขันทางเทคโนโลยี
ความเห็นของซีอีโอแอนทรอพิกที่เรียกร้องให้จีนถูกจัดประเภทว่าเป็น "ผู้ละเมิด" นั้น สะท้อนแนวคิดที่ว่าประเทศที่พัฒนา AI อย่างรวดเร็วควรอยู่ภายใต้กรอบการกำกับดูแลระหว่างประเทศที่เข้มงวด อย่างไรก็ตาม ฝ่ายจีนมองว่านี่เป็นการขยายขอบเขตของการแข่งขันทางเทคโนโลยีไปสู่การต่อสู้ทางอุดมการณ์
ข้อโต้แย้งครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่าการกำกับดูแล AI ระดับโลกยังคงเป็นประเด็นที่ไม่มีข้อสรุปร่วมกัน โดยแต่ละฝ่ายมีท่าทีและผลประโยชน์ที่แตกต่างกันอย่างมาก ในขณะที่บริษัท AI และรัฐบาลของสหรัฐฯ เน้นย้ำเรื่องความมั่นคง แต่ฝ่ายจีนกลับเน้นการพัฒนาอย่างเปิดกว้าง โดยประเด็นการจัดประเภท "ผู้ละเมิด" ยังคงเป็นข้อถกเถียงที่ยังไม่มีข้อสรุป โดยรวมถือว่าข้อกล่าวอ้างเรื่องการโต้ตอบของจีนนั้น เป็นจริงส่วนใหญ่