เป็นจริงส่วนใหญ่
สถาบัน KAIST เปิดเผยงานวิจัย AI แบบออนดีไวซ์ (on-device) ที่สามารถให้คำตอบได้โดยไม่ต้องสื่อสารผ่านเซิร์ฟเวอร์ โดยจุดเด่นคือความสามารถในการนำความรู้ที่โมเดลได้รับมาแล้วกลับมาใช้ซ้ำ (re-use) แทนการประมวลผลใหม่ทุกครั้ง ซึ่งช่วยลดภาระการคำนวณและเพิ่มความเป็นส่วนตัวของข้อมูลผู้ใช้
AI ทั่วไปที่ให้บริการผ่านระบบคลาวด์ต้องส่งข้อมูลผู้ใช้ขึ้นเซิร์ฟเวอร์เพื่อประมวลผล ทำให้เกิดความกังวลด้านความเป็นส่วนตัวและขึ้นอยู่กับการเชื่อมต่อเครือข่าย งานวิจัยของ KAIST มุ่งแก้ปัญหานี้ด้วยแนวคิด "AI ที่ตอบได้โดยไม่ผ่านเซิร์ฟเวอร์" โดยโมเดลจะจัดเก็บความรู้ที่เคยได้รับไว้ใช้งานซ้ำในครั้งต่อไป
ข้อมูลอ้างอิงหลักมาจากข่าวประชาสัมพันธ์ทางการของ KAIST พร้อมหน้างานวิจัยที่เกี่ยวข้อง โดยมีการทบทวนแหล่งข้อมูลขั้นต้นทั้งหมด 10 แหล่ง
การตรวจสอบข้อเท็จจริงพบข้อจำกัดสองประการ ได้แก่ (1) ข้ออ้างเรื่องการทำงานออนดีไวซ์มีเงื่อนไขแนบมาด้วย ไม่ใช่การใช้งานแบบไม่มีข้อกำหนดใดๆ และ (2) ตัวเลขอัตราการลดลงของภาระการประมวลผลที่ระบุในข่าวประชาสัมพันธ์กับในบทคัดย่อของงานวิจัยมีความแตกต่างกัน ผู้อ่านจึงควรอ้างอิงตัวเลขจากตัวงานวิจัยเป็นหลัก
นอกจากนี้ ภาพประกอบหนึ่งในข่าวประชาสัมพันธ์ของ KAIST ระบุชัดเจนว่าเป็น "ภาพที่สร้างด้วย AI" ซึ่งไม่ใช่ภาพถ่ายอุปกรณ์หรือการทดลองจริง
แนวทาง AI ออนดีไวซ์สอดคล้องกับทิศทางของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และฮาร์ดแวร์ PC ที่พยายามผลักดันการประมวลผล AI ลงบนอุปกรณ์ปลายทางโดยตรง ลดการพึ่งพาคลาวด์ หากเทคโนโลยีนี้พัฒนาต่อได้จริง อาจเป็นประโยชน์ต่อการออกแบบชิปที่รองรับงาน AI บนอุปกรณ์ในอนาคต
โดยสรุป ข้อกล่าวอ้างว่า AI ของ KAIST ตอบคำถามได้โดยไม่ต้องผ่านเซิร์ฟเวอร์และนำความรู้ที่ได้มาใช้ซ้ำได้นั้น ถือว่า "เป็นจริงส่วนใหญ่" แม้จะมีเงื่อนไขผูกไว้และความคลาดเคลื่อนของตัวเลขระหว่างข่าวประชาสัมพันธ์กับงานวิจัยต้นทางก็ตาม